ชีวประวัติ
ลำดับเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของเซอร์จ ลูเตองส์ (Serge Lutens)
ค.ศ. 1942 : เซอร์จ ลูเตองส์ เกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม ที่ฟิฝส์ใกล้กับลิย์ เขาเป็นคนราศีมีน ซึ่งแฝงอิทธิพลของราศีสิงห์ นั่นหมายความว่า บุคลิกของเขาเป็นคนช่างฝัน และการเป็นนักฝันของเขา ทำให้เขาเติบโตขึ้นมาประหนึ่งว่าตนอยู่บนดาวเคราะห์อีกดวง นั่นคือดวงจันทร์
ค.ศ. 1956 : เซอร์จ ลูเตองส์เป็นคนที่ค่อนข้างจะเรียนรู้ในสิ่งใดๆ อย่างมีหลักเหตุผล และได้รับการว่าจ้างให้เป็นผู้ช่วยช่างทำผมในซาลอนความงามที่หรูหรา และทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในลิย์ เขามีพรสวรรค์ในเรื่องประสาทสัมผัสแห่งความงาม และความสามารถพิเศษด้านนี้ของเขา ทำให้เขาก้าวขึ้นไปสู่ตำแหน่งหนึ่งในนักออกแบบทรงผม และรูปลักษณ์ที่บรรดาลูกค้าทั้งหลายต่างฝ่าฟันแย่งชิงกันเพื่อจองตัวเขา ด้วยผลงานการออกแบบทรงผม และรูปลักษณ์นวัตกรรมแห่งยุค อย่างเช่นกรซอยผมเปิดท้ายทอย, ทรงผมแหวกแนวหลากสไตล์ และอื่นๆ อีกมากมาย เขายังทำการออกแบบแนวทางการแต่งหน้า และสร้างสรรค์เครื่องประดับต่างๆ ให้เพื่อนผู้หญิงของเขา ซึ่งแต่ละคนจะถูกเขาถ่ายรูปเก็บไว้ด้วยกล้องถ่ายรูปโกดักอินสตาเมติก
ค.ศ. 1963 : เซอร์จ ลูเตองส์ เหน็บบรรดาภาพถ่ายบุคคลด้วยฝีมือสมัครเล่นของเขา ก้าวเข้าไปยังสำนักงานนิตยสารโว้กที่ปารีส เท่านั้นเอง เขาก็ได้รับการว่าจ้างให้เป็นผู้ดูแลด้านการแต่งหน้า, ออกแบบทรงผม และจัดการเรื่องเครื่องประดับสำหรับนิตยสารฉบับคริสต์มาส เขายังคงทำงานต่อไปในช่วงระยะเวลาห้าปีด้วยการสร้างสรรค์งานต่างๆ ให้แก่บรรดานิตยสารชั้นนำสำหรับผู้หญิง ตลอดเวลาช่วงนั้น เขาได้ร่วมงานด้านความงามกับกลุ่มนางแบบที่สวยที่สุดแห่งยุค ไม่ว่าจะเป็นทวิกกี้, เพเนโลป ทรี, เวรูชก้า, แอนเจล่า ฮูสตัน และผลงานเหล่านี้ได้ถูกบันทึกภาพโดยบรรดาสุดยอดช่างภาพ อย่างเช่นกีย์ บูแต็ง, ริชาร์ด อาเวดอน และเออร์วิ่ง เพนน์
ค.ศ. 1968 : เมื่อได้รับการแต่งตั้งจากห้องเสื้อคริสเตียน ดิออร์ เพื่อทำหน้าที่ดูแลสายผลิตภัณฑ์เมคอัพชุดใหม่ เซอร์จ ลูเตองส์ จึงกลายมาเป็น “ผู้สรรค์สร้างสีสัน” คนแรก เรียกว่าเป็นมืออาชีพที่ไม่เคยมีปรากฏมาก่อนในวงการแฟชั่น เขาได้ก้าวเข้าไปสู่งานถ่ายภาพอย่างเป็นทางการเพื่อนำเสนอผลงานสร้างสรรค์ของเขาไว้บนแผ่นฟิล์ม นี่เป็นการร่วมงานครั้งสำคัญสำหรับภาพลักษณ์ของชื่อตราผลิตภัณฑ์ที่คงอยู่สืบทอดมานานกว่าสิบสองปี ในปีเดียวกันนี้เองที่เขาได้ค้นพบมาร์ราเคช (MaraKech อดีตเมืองหลวงหลายสมัยของประเทศโมร็อคโค ปัจจุบันเป็นเมืองท่องเที่ยว)
ค.ศ. 1970 : เซอร์จ ลูเตองส์ เดินทางไปท่องเที่ยวยังกรุงโตเกียวเป็นครั้งแรก เขาหลงใหลในการไขว่คว้าหาสิ่งสมบูรณ์แบบของชาวญี่ปุ่น
ค.ศ. 1972 : เพื่อเป็นการยกย่อง สดุดีให้แก่ผลงานระดับปรมาจารย์ของภาพวาดสมัยใหม่ และงานศิลป์อันเอกอุของกลุ่มศิลปินเอ๊กส์เพรสชั่นนิสม์ชาวเยอรมัน เซอร์จ ลูเตองส์ ได้ผลิตงานภาพถ่ายออกมาหลายชุดภายใต้นามว่า “Make Up Art” ผลงานภาพถ่ายเหล่านี้ได้รับการเปิดแสดงครั้งแรกที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่กุ๊กเกนไฮม์ ณ กรุงนิวยอร์ค ก่อนจะถูกนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะในกรุงอัมสเตอร์ดัม, มิวซิโอ เบลลาส์ อาร์ตส์ หรือพิพิธภัณฑ์ทัศนศิลป์ในคาราคัส และห้องแสดงงานศิลป์สากลอื่นๆ ในปีต่อๆ มา
ค.ศ. 1974 : เซอร์จ ลูเตองส์ซื้อบ้านหลังหนึ่งในย่านเก่าแก่ของเมืองมาร์ราเคช ซึ่งเขาต้องใช้เวลาบูรณะซ่อมแซมบ้านหลังนั้นเป็นเวลาหลายปี
ค.ศ. 1974 – 1976 : ศิลปินหลากความสามารถในหลายแขนงผู้นี้ ได้เซ็นสัญญาการถ่ายทำภาพยนตร์สั้นเป็นครั้งแรก ภาพยนตร์ขนาดสั้นทั้งสองเรื่องคือ “Les Stars” และ “Suaire” ประสบความสำเร็จอย่างสูงในเทศกาลภาพยนตร์ที่เมืองคานส์, กรุงเบอร์ลิน และนครเวนิซ
ค.ศ. 1980 : สถาบันชิเซโด้แห่งญี่ปุ่น ได้ทำการว่างจ้างเซอร์จ ลูเตองส์ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านภาพลักษณ์ พร้อมกับทำหน้าที่เป็นผู้สร้างสรรค์กลุ่มสีประจำฤดูสำหรับผลิตภัณฑ์เมคอัพ
ค.ศ. 1982 : ในระหว่างที่เขาสร้างภาพอัตลักษณ์อันโดดเด่นให้แก่กลุ่มชิเซโด้ เซอร์จ ลูเตองส์ ก็ได้สรรค์สร้างน้ำหอมกลิ่นแรกขึ้นมาให้แก่ชิเซโด้ นั่นคือ นองบ์ร์ นัวร์ (Nombre Noir – หมายเลขสีดำ) บรรจุภัณฑ์ขวดสีดำมันวาวสลับเนียน ถือเป็นปรากฏการณ์แห่งยุคสมัย
ค.ศ. 1985 – 1988 : สำหรับสายผลิตภัณฑ์อินูยอิ (Inoui) ของชิเซโด้ ซึ่งมีวางจำหน่ายแต่เฉพาะในญี่ปุ่น เซอร์จ ลูเตองส์ได้ทำการถ่ายภาพยนตร์ลายเส้นแปดชุด ผลงานเหล่านี้ได้รับรางวับมากมายหลายสาขา รวมถึงรางวัลคู่สิงโตทอง (deux Golden Lions) ในงานเทศกาลภาพยนตร์โฆษณาเวนิซ ในปีค.ศ. 1990 ภาพยนตร์ชุดเดียวกันนี้ยังได้รับรางวัลกรังด์ปรีซ์ในงานเทศกาลศิลปะภาพยนตร์นานาชาติ (Grand Prix Festival International de Fime d’Art) ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์การยูเนสโก้
ค.ศ. 1989 : เซอร์จ ลูเตองส์ สร้างสรรค์สายผลิตภัณฑ์เมคอัพใหม่ให้ชิเซโด้
ค.ศ. 1990 : เซอร์จ ลูเตองส์ สรรค์สร้างเฟมินิท ดู บัวส์ (Feminite du Bois – ความเป็นผู้หญิงแห่งไม้หอม) เป็นน้ำหอมซึ่งอาศัยกลิ่นหลักจากไม้ซีดาร์ในเทือกเขาแอ๊ตลาสที่ทอดยาวอยู่ระหว่างอัฟริกาเหนือจากเมอดิเตอเรเนียน ถึงซาฮาร่า (Atlas Cedar) น้ำหอมกลิ่นนี้ถือเป็นนวัตกรรมทางกลิ่นหอมของยุคนั้น นับได้ว่เาป็นต้นแบบของการกำเนิดน้ำหอมรุ่นใหม่ สำหรับการหาสถานที่วางจำหน่าย และจัดแสดงผลิตภัณฑ์เฟมินิท ดู บัวส์ เซอร์จ ลูเตองส์ได้เชิญชิเซโด้มาสรรค์สร้างทำเลวางจำหน่ายอันทรงเอกลักษณ์ และสามารถสร้างสัญลักษณ์ให้ตัวเองได้ภายในบริเวณอาคารปาเลส์ โรยาล (Palais Royal) ในกรุงปารีส เขาทำการตกแต่งสถานที่จัดแสดงสินค้าด้วยตนเอง โดยเน้นในรายละเอียดทุกจุด
ค.ศ. 1992 : งานเฉลิมฉลองสถาปนา Salons du Palais Royal ซึ่งปัจจุบันนี้เป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง
เอกสาร “L’Esprit Serge Lutens” ได้รับการตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Editions Assouline ในกรุงปารีส
ค.ศ. 1992 – 1999 : เซอร์จ ลูเตองส์เริ่มทำการเรียงร้อยกลิ่นสรรค์สร้างน้ำหอมต่างๆ ของนักออกแบบ จากกลิ่นหอมต้นแบบของเฟมินิท ดู บัวส์ โดยอาศัยแรงบันดาลใจจากไม้ซีดาร์ ก่อให้เกิดน้ำหอมในแนวกลิ่น woody หรือไม้หอมอีกสี่กลิ่น อันได้แก่ บัวส์ โอเรียนตาล (Bois Oriental), บัว-เซ-ฟรูทส์ (Bois et Fruits), บัว-เซ-มูสค (Bois et Musc) และบัวส์ เดอ วิโอเลต์ (Bois de Viloette) จากนั้นก็ตามมาด้วยชุดน้ำหอมกลิ่นพิเศษ ไม่เหมือนใคร แต่ละกลิ่นล้วนมีชื่อ และกลิ่นที่แสนจับใจให้ตราตรึงเกินกว่าน้ำหอมอื่นใด นั่นคืออางบ์ร์ ซุลตาน (Ambre Sultan), โรส เดอ นุย (Rose de Nuit), ไอริส ซิลเวอร์ มิสต์ (Iris Silver Mist), เอิง บัวส์ ซีเปีย (Un Bois Sepia), เฟลอร์ส์ โอ อองแจร์ (Fleurs d’Oranger), ลา ไมร์ฮ์ (La Myrrhe), เคียวร์ โมเรสต์ (Cuir Mauresque), เอองเซองส์ เอต์ ลาวองด์ (Encens et Lavande), ซางตาล เดอ ไมซอร์ (Santal de Mysore), เอิง ลิส (Un Lys), ราฮัต ลูกูม (Rahat Loukoum), มูสค์ กุบไล ข่าน (Musc Koublai Khan), ทูเบรูยูส คริมิแนล (Tubereuse Criminelle) และแชร์กวิ (Chergui) น้ำหอมทุกกลิ่นมีวางจำหน่ายเฉพาะที่ Salons du Palais Royal คอลเลคชั่นน้ำหอมชั้นสูงทรงเอกลักษณ์นี้ เป็นที่สนใจ และดึงดูดลูกค้าผู้ภักดีต่อผลิตภัณฑ์ และเป็นผู้ที่มีเอกลักษณ์แบบฉบับเฉพาะตัวเป็นอย่างยิ่ง
ค.ศ. 1988 : ผลงานตีพิมพ์อันดับสอง หนังสือ “Serge Lutens” โดยสำนักพิมพ์ Assouline นำเสนอวิวัฒนาการแห่งสไตล์ของผลงานของเขา
ค.ศ. 2000 : ผลงานสร้างสรรค์ของเซอร์จ ลูเตองส์ภายใต้ชื่อสินค้าว่า “Parfum-Beaute Serge Lutens” ได้นำเสนอน้ำหอมกลิ่นพิเศษเหนือชั้นห้ากลิ่น ได้แก่ อางบ์ร์ ซูลตาน (Ambre Sultan), อาราบี (Arabie), ดู-ซา-แมร (Douce Amere), อา ลา นุย (A La Nuit) และซา มาเจสเต ลา โรส (Sa Majeste La Rose) สายผลิตภัณฑ์น้ำหอมใหม่นี้มีวางจำหน่ายในระดับสากลเฉพาะสถานที่ที่ได้รับการคัดสรรมาเป็นพิเศษเท่านั้น แต่ละกลิ่นยังมีวางจำหน่ายในความเข้มข้นของน้ำหอมระดับ “Fond de Parfum” เป็นเอสเซนส์ซึ่งมีลักษณะคล้ายน้ำมันขี้ผึ้งที่จะคลี่คลุมลงไปบนผิวพรรณประดุจม่านแห่งความหอมละมุนละไม
ค.ศ. 2000 : เซอร์จ ลูเตองส์ ได้รับหนึ่งในรางวัลที่ทรงศักดิ์ทรงสิทธิ์ที่สุดในวงการน้ำหอมเมื่อเดือนเมษายนสำหรับผลงานสร้างสรรค์ระดับนวัตกรรมของเขา นั่นคือรางวัล FIFI หรือ First Prize for Original Concept จากสถาบัน Fragrance Foundation อันมีชื่อเสียงสูงส่ง
เขาสรรค์สร้างน้ำหอมเพิ่มขึ้นมาอีกสองกลิ่นในสายผลิตภัณฑ์ของเขา นั่นคือดาตูรา นัวร์ (Datura Noir) และซางตาล บลองค์ (Santa’ Blanc)
เมษายน ค.ศ. 2002 : สำหรับการดำเนินงานในปีที่สอง เซอร์จ ลูเตองส์ ได้รับรางวัล FIFI สำหรับผลงานแนวคิดที่ทรงแบบฉบับที่สุด (FIFIAward for most Original Concept) สำหรับน้ำหอมดาตูรา นัวร์ กับซางตาล บลองค์
ค.ศ. 2002 : ครบรอบ 10 ปีของ Salons du Palais Royal
ค.ศ. 2012 : ครบรอบส 20 ปีของ Salons du Palais Royal
Serge Lutens is an extraordinary designer, a true artist.
A visionary of beauty in all its forms, he has led many revolutions in the world of beauty and perfume.
Serge Lutens worked with the most prestigious fashion magazines before being commissioned by Christian Dior to create their makeup line. He then became Artistic Director for the cosmetics group Shiseido, developing their international image.
In 1992, he launched Féminité du bois, the first unisex perfume: a revolution! For Serge Lutens, “perfume is illuminating, affirming, the ultimate final touch ».
Building on his success, in 2000 he created his own brand, Serge Lutens.
The brand reflects its authentic, bold creator who conceives his fragrances, designs his bottles and considers every detail of his creations without concession.
To date, he has created around 70 perfumes in timeless collections: the Collection Noire, Exclusive Bottles, Section d’Or, Gratte-Ciel and more. His perfumes for men and for women reveal something of the wearer’s character and bring out their true identity.
He has also launched a makeup line bringing together beauty essentials, with an expert selection of cosmetics for a high-definition makeup finish.
Discover the universe of Serge Lutens and experience the wonder of his unique perfumes.
สุคนธกรรมแห่งการสร้างสรรค์
เซอร์จ ลูเตองส์เล่าถึงเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับชีวิตของเขาผ่านน้ำหอมทั้งหลาย เรื่องราวเหล่านั้นล้วนมีความผูกพันกับการสรรค์สร้าง นี่คือเรื่องราวแห่งที่มาของกลิ่นหอม
ARABIE
ผมแทบไม่ค่อยทำงานกับน้ำหอมโดยไม่นึกถึงลักษณะกลิ่นไว้ในใจก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ในกรณีของน้ำหอมกลิ่นนี้ ผมกลับนึกถึงชื่อ ก่อนจะนึกถึงลักษณะกลิ่น ผมกำลังฝันถึงบรรดาสุลต่าน,
กาหลิบ และพระราชวังของชาวตะวันออกกลาง คนสมัยก่อนโดยทั่วไปจะเชื่อว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีความแห้ง หรือให้กลิ่นหอมแบบแห้ง จะแสดงถึงความสูบส่ง ทรงศักดิ์ มีบารมี ในทางตรงกันข้าม น้ำ หรือความชุ่มชื้นจะนำไปสู่การเสื่อมลงทั้งทางปรากฏลักษณ์ และจิตใจ การคิดค้นหาแนวกลิ่นนี้ ผมพยายามคิดรวบรวมบรรดาธาตุสำคัญต่างๆ ที่จะปลุกเร้าให้นึกถึงความเลอค่าสุงส่งเวลาธาตุเหล่านั้นแห้งตัวรวมเข้าด้วยกัน อย่างเช่นผลมะเดื่อ, อิทผลัม, ลูกนัทต่างๆ, ลูกเกดโครินเธียน, เปลือกส้มจีน, ฯลฯ ทุกอย่างจะให้กลิ่นหอมชวนลิ้มรสเวลาแห้งตัวอยู่กลางแสงแดด ผลลัพธ์ก็คือไม้ซีดาร์กับผลไม้หอมหวาน เป็นกลิ่นหอมแดดที่แผดเผา
SA MAJESTE LA ROSE
ตามหลักการแล้ว บ่อยครั้งที่น้ำหอมกลิ่นกุหลาบจะมีความเข้มข้น และจะใช้แนวกลิ่นหอมหวานแบบน้ำตาลมาเป็นกลิ่นฐาน ทว่าโดยคุณสมบัติแล้ว กุหลาบก็เป็นสิ่งซึ่งเลี่ยงไม่ได้ในการทำน้ำหอม ไม่ว่าจะใช้เพียงแค่เป็นองค์ประกอบเพื่อเจือกลิ่นหอมละไมเล็กน้อย หรือใช้ร่วมกับธาตุอื่นๆ ในการสรรค์สร้างกลิ่นใหม่ขึ้นมา กุหลาบเหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นตัวโซ่ร้อยเรียงยึดกลิ่นต่างๆ ให้กลมกลืนกัน ดังนั้น ผมจึงหาเรื่องท้าทายให้ตัวเองในการสรรค์สร้างกลิ่นกุหลาบที่สมบูรณ์แบบขึ้นมา เป็นกลิ่นหอมที่ทันสมัย แรงกล้า เปี่ยมล้นไปด้วยความสดชื่นอันชวนให้อบอุ่นใจ เพื่อทำในสิ่งนี้ ผมไม่นึกครั่นคร้ามใดๆ เลยในการผสมแต่กุหลาบพันธุ์เลิศ ชั้นดีที่สุด ที่ให้กลิ่นงดงามที่สุด ไม่ว่าจะเป็นกุหลาบดาเดส์, กุหลาบตุรกี, กุหลาบเซ็นติโฟเลีย และกุหลาบอ๊อตโตมานจากบัลแกเรีย
DOUCE AMERE
กลิ่นหอมอุ่นกรุ่นไอได้รับแรงบันดาลใจมาจากสมุนไพรชนิดหนึ่ง ซึ่งผมอยู่ในน้ำชาที่ผมดื่มอยู่มานานหลายปีโดยไม่รู้หรอกว่ามีสมุนไพรนี้เจือไว้ สมุนไพรนี้คือแอ๊บซินธ์ (absinth เป็นไม้ในตระกูลโกฐจุฬาลัมพา ปรกติไว้ใช้เจือสุรา) ซึ่งในโมร็อคโคเรียกว่า “ชิบบา” (chibba) พันธุ์ไม้ชนิดนี้ให้รสหวานอมขมที่โดดเด่น ชวนให้สนเท่ และผมพยายามผลิตกลิ่นแบบนี้ขึ้นใหม่ เป็นครั้งแรกที่ผมใช้สมุนไพรนี้ในการทำน้ำหอม การทดลองครั้งนี้ก่อให้เกิดกลิ่นหอมตระกูลโอเรียนท็อลที่มีแนวกลิ่นหอมอุ่น
A LA NUIT
น้ำหอมกลิ่นนี้ทำให้นึกถึงกลิ่นหอมรัญจวนใจ มีส่วนหนึ่งคล้ายๆ กับกลิ่นหอมของพวกตัวสัตว์บางชนิดที่เจือกลิ่นหอมของมะลิขาว ซึ่งเบ่งบานจรุงไอในยามค่ำคืน ผมพยายามนำเสนอความเข้มข้นของกลิ่นนี้ด้วยการรวบรวมมะลิที่หรูหราที่สุดในโลก ทั้งจากในโมร็อคโค, อินเดีย และอียิปต์ ถึงจะเป็นกลิ่นที่เข้ม รุนแรง หากก็จรุงออกมาในโทนละมุนละไม
AMBRE SULTAN
บางครั้ง ผมก็ใช้น้ำหอมกลิ่นนี้ ผมได้รับแรงบันดาลใจมาจากเศษอำพันชิ้นหนึ่งที่ผมได้มาจากในตลาดระหว่างตอนที่ผมเดินทางไปเยือนมาร์ราเคชเป็นครั้งแรกเมื่อปีค.ศ. 1968 อำพันชิ้นนั้นมีลักษณะเป็นผลึกเรซินแกะสลักด้วยมือ ซึ่งผมนำไปเก็บไว้ในกล่องทำจากไม้หอมธูฌา (thuja) พอเวลาผ่านไป ธาตุแต่ละอย่างดูดซับกลิ่นหอมของกันและกัน กลายมาเป็นการผสมผสานอันน่าหลงใหลซึ่งผมพยายามถ่ายทอดออกมา กลิ่นหอมเข้มข้นนี้ก่อตัวขึ้นเป็นจิตวิญญาณของน้ำหอมของผมได้อย่างสมบูรณ์แบบ
DATURA NOIR
รูปทรงของดอกดาตูรา (Datura เป็นไม้ตระกุลเดียวกับดอกลำโพงของไทย) มักทำให้นึกถึงเห็ดแตรดำ พวกเผ่าแอชเท็คเรียกดอกไม้นี้ว่า “ดอกไม้แห่งอำนาจ” (All Powerful) พวกอินเดียนเรียกว่าเป็น “สมุนไพรแห่งปิศาจ” (The Devil’s Herb) แต่ละส่วนของพืชชนิดนี้ล้วนประกอบไปด้วยสารที่มีฤทธิ์ในการหลอนประสาท พวกนักบวชชนเผ่าชามานกับมายา ใช้ดาตูราในการเริ่มพิธีกรรมติดต่อกับทวยเทพ ภายใต้ฤทธิ์ของสารจากดาตูรา พวกเขาคิดว่าตนได้เปลี่ยนร่างกลายไปเป็นนก ดาตูราเป็นหนึ่งในสารเสพติดที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีบันทึกไว้ในโลก และสามารถออกฤทธิ์ได้ถึงขนาดร้ายแรงอย่างยิ่ง ระหว่างการดำเนินพิธี พวกผู้เฒ่าจะบอกสมาชิกรุ่นเยาว์กว่าในพิธีว่า พืชพันธุ์นี้ต้องยอมรับพวกเขา มิเช่นนั้น พวกเขาจะตกอยู่ในอันตราย ในยุคโบราณ เมื่อใดก็ตามที่ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดถูกเสียบไม้แหลม และเผาทั้งเป็น ดาตูราพุ่มเล็กจะถูกนำมาปลุกบนกองขี้เถ้าเพื่อให้รากดูดซับวิญญาณชั่วร้ายต่างๆ ที่ยังตกค้างอยู่ อันที่จริง ดอกดาตูราไม่มีกลิ่นใดๆ เลย กลิ่นหอมมาจากดอกที่งอกงามขึ้นมาบนพืชชนิดหนึ่ง ซึ่งอยู่ในตระกูลเดียวกัน นั่นคือบรักแมนเซีย (Brugmansia) ดอกไม้พวกนี้เบ่งบานอยู่ในสวนของผมที่มาร์ราเคช และส่งกลิ่นหอมในตอนกลางคืน แนวกลิ่นอุ่นแรกเริ่มจะค่อยๆ แรงกล้า ทนนานขึ้นขณะที่แนวกลิ่นเผ็ดร้อนแบบเครื่องเทศอันจับใจให้ลุ่มหลงจนน่ากลัวค่อยๆ พัฒนาตัวขึ้น
TUBEREUSE CRIMINELLE
ความคิดดั้งเดิมของผมคือสร้างสรรค์กลิ่นดอกราตรีที่มีเสน่ห์ตราตรึง ไม่เคยมีการใช้ดอกไม้หอมสีขาวที่ออกดอกแน่นขนัดในหนึ่งก้านช่อนี้เลยในฝรั่งเศสนับแต่ศตวรรษที่ 19 พวกชนเผ่าอินคาใช้ดอกราตรีมาถักร้อยทำมงกุฎบูชา ขณะโครงการนี้ดำเนินไป อย่างไรเสีย ผมก็รู้สึกรำคาญใจไปกับแนวกลิ่นที่คล้ายกลิ่นยา ซึ่งเจืออยู่ในกลิ่นหอมของดอกไม้ชนิดนี้ ปฏิกิริยาแรกที่ผมมีตอบสนองคือทำให้มันเป็นกลาง ทว่านั่นกลับเป็นการผิดพลาด พอไม่มีแนวกลิ่นนี้อยู่ ดอกราตรีก็สูญเสียซึ่งลักษณะโดดเด่นของตนในทันที เห็นได้ชัดว่าสัมผัสกลิ่นแบบยานี้เองที่เป็นตัวสร้างคุณลักษณ์ “นักฆ่า” ในกลิ่นหอมนี้ และก็ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นสองเท่า เพราะมันระเหยไปได้เร็วมาก ก่อให้เกิดเป็นน้ำหอมอันชวนเพริศพรายละลานใจให้คุณยอมจำนนต่อกลิ่นหอมนั้นในทันที
SANTAL (SANDALWOOD)
มีไม้จันทน์สองประเภท คือไม้จันทน์จากไมซอร์(Sandalwood Mysore) และไม้จันทน์ขาว (White Sandalwood) อย่างแรกให้กลิ่นเผ็ดร้อน อย่างหลังให้กลิ่นละมุนละไม อ่อนโยน และมีค่ามาก เป็นกลิ่นแนว milky balm ที่จะช่วยถนอมผิวประโลมจิตใจสมสรรพคุณในการปรับบรรเทาของไม้จันทน์ น้ำหอมกลิ่นนี้มีค่ามากกว่าการเป็นแค่น้ำหอม เพราะจะทำให้คุณรู้สึกสุขกายสบายใจ
CHERGUI
แชร์กวิเป็นชื่อของลมตะวันออก หรือลมตะวันออกเฉียงใต้ ที่พัดพาเอาความแห้งผากกับฝุ่นละอองจากทะเลทรายข้ามมาสู่โมร็อคโค ผมต้องการสกัดกลิ่นนี้มาจากความรู้สึกถึงความร้อนในเชิงของนาสิกสัมผัส เป็นกลิ่นแผดร้อนเผาไหม้จนเหมือนจะเกรียม ผมผสมผสานสารให้กลิ่นทั้งหลายที่ผมมีอยู่ในมือลงไปในไฟที่จุดอยู่ในกะทะจุดไฟ ผมแค่ใช้ส่วนผสมเหล่านั้น ซึ่งก็ให้กลิ่นหอมอุ่นชวนลิ้มรสขณะถูกไฟเผาไหม้ กลิ่นหอมเริ่มกำจายออกมาเป็นแนวคิดแบบแอ็บแสตร็ค จากนั้นก็ค่อยๆ ก่อรูปขึ้นเป็นกลิ่นแรงกล้า หอมหวานเหมือนน้ำตาล เหมือนกลิ่นของน้ำเลี้ยงหญ้าฟางที่ตัดใหม่
MUSCS KOUBLAI KHAN
กุบไลข่านเป็นราชนัดดาพระองค์ดตของจักรพรรดิพระองค์แรกของพวกมองโกล พระองค์ทรงมีความอดทนอย่างยิ่ง ทรงเป็นนักปกครองที่ทรงมีพระทัยเปิดกว้าง ทรงยอมให้ชาวต่างชาติมากมายเข้ามารับราชการอยู่ในราชสำนักของพระองค์ มาร์โคโปโลก็เป็นหนึ่งในข้าราชสำนักระดับสูงของพระองค์อยู่เป็นเวลานาน ดังที่จะเห็นเขาพรรณนาถึงพระองค์อย่างชื่นชมรักใคร่ในหนังสือ The Book of Wonder บ่อยครั้งที่สิ่งต่างๆ ซึ่งผมได้อ่านจะกลายเป็นแรงบันดาลใจในการสรรค์สร้างน้ำหอมของผม เรื่องราวนี้ทำให้ผมโหยหาถึงกลิ่นมัสค์ (ต่อมของสัตว์ประเภทชะมด มีคุณค่ามากในการทำน้ำหอม) กลิ่นทรงพลังเหลือเชื่อที่บัดนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ในการหาพบ เนื่องจาก musk deer ในปัจจุบันเป็นสัตว์สงวน ไม่มีใครรู้ได้จริงๆ ว่ากลิ่นหอมของมันเป็นอย่างไร ดังนั้น เป้าหมายของผมคือรังสรรค์กลิ่นที่คล้ายคลึงกับมัสค์ดั้งเดิมของแท้ให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
RAHAT LOUKOUM
ในกรณีนี้ ชื่อน้ำหอมเป็นตัวกระตุ้น ถ้าแปลกันตรงตัวตามอักขระ Rahat Loukoum หมายถึง “เป็นที่พึงพอใจกับรสสัมผัส” หรือ “อร่อยถูกปาก” ผมต้องการสรรค์สร้างรสหวานทางนาสิกสัมผัส ที่แทบจะแตะต้องได้ กลิ่นหอมที่ชวนให้นึกถึงหม้อใบเล็กๆ ใส่กาวอัลมอนด์ที่เราใช้ตอนเป็นเด็กๆ ในท้ายสุด ผมต้องการสร้างสรรค์น้ำหอมให้มีกลิ่นชวนลิ้มรส อย่างที่คุณแทบจะทานได้ เป็นของหวานอย่างแท้จริง!
UN LYS
ลิลลี่สีาวเป็นดอกไม้สุดโปรดของผม กลิ่นหอมของลิลลี่เป็นกลิ่นที่เปิดเผยโจ่งแจ้มอย่างไม่น่าเชื่อ! ไม่มีสารให้กลิ่นหอมอยู่ในดอกลิลลี่ ดังนั้น ผมจึงต้องจัดทำโครงสร้างของกลิ่นนี้ขึ้นมาใหม่โดยอาศัยดอกไม้ขาวชนิดอื่นๆ รวมกัน
ENCENS ET LAVANDE
ผมไม่เคยมองการณ์ไกลมาก่อนว่า การผสมผสานนี้จะเกิดขึ้นได้ และเป็นปรากฏการณ์ประหลาด เพราะนี่คือผลลัพธ์จากการผสมสี ปรกติแล้ว ดอกลาเวนเดอร์ก็ไม่ได้ทำให้ผมสนใจ ติดใจอะไรเพราะในโลกนี้ ใครๆ ก็ใช้ลาเวนเดอร์เป็นส่วนผสมในการทำน้ำหอม แต่สีม่วงอ่อนซึ่งใกล้เคียงกับสีเทาหินอ่อนของกำยานต่างหาก ที่ทำให้ผมฉุกใจ ลองผสมสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน และผมก็ต้องอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะทั้งสองอย่างต่างกลมกลืนเข้าด้วยกันอย่างพอเหมาะในทันที
CUIR MAURESQUE
นี่เป็นน้ำหอมอีกกลิ่นที่ทำให้ผมถึงกับปวดหัวใจโดยแท้! และก็ยังเป็นผลจากบางสิ่งบางอย่างที่ผมหยิบขึ้นมาขณะไปเดินเล่นชมเมืองอยู่ใจกลางมาร์ราเคช นั่นคือหลอดแก้วเลอะฝุ่นขนาดเล็ก ข้างในหลอดนั้นมีของเหลวสีดำสนิท ดูไม่น่าสนใจ ชวนให้พึงตาสักเท่าไร แต่พอผมได้กลิ่น มันกลับเป็นความรู้สึกเลอเลิศชวนฝันเป็นอย่างมาก! โดยทั่วไป กลิ่นของหนังสัตว์หาใช่กลิ่นหอมที่ใครๆ จะชอบ ถ้าไม่ชอบก็จะเกลียดไปเลย ผมหลงรักมันหมดใจ! ผมรู้สึกว่ากลิ่นนี้เย้ายวนใจเป็นอย่างสูง
LA MYRRHE
ในตอนทำพิธีที่โบสถ์ ระหว่างฟังเทศน์ ผมเคยชอบนิทานเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของชายทรงปัญญาสามคนที่นำทอง, กำยาน กับมดยอบ (myrrh ยางไม้หอมชนิดหนึ่ง) มาให้พระเยซู ผมสนใจในเรื่องนี้ยิ่งขึ้น เพราผมไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับมดยอบ ไม่รู้ด้วยว่ามันคืออะไร และแล้ว ผมก็ได้ค้นพบตำนานอันเลอเลิศเกี่ยวกับมดยอบ ว่ากันว่านางไมร์รา (Myrrha) ธิดาของพระราชาแห่งไซปรัสถูกพวกทวยเทพสาปให้กลายร่างเป็นต้นไม้โทษฐานที่นางไปยั่วยวน หลอกล่อพ่อของพวกตน (บ้างก็อ้างว่าเทพีอะโฟรไดต์คู่แข่งของนางเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เหล่านี้) เชื่อกันว่า หยดยางไม้ที่กอตัวขึ้นบนเปลือกไม้ ซึ่งมีรูปทรงเหมือนหยดน้ำนั้นคือน้ำตาของหญิงสาว ในความเป็นจริง ต้นไม้พวกนี้จะเติบโตขึ้นในภูมิอากาศแบบทะเลทราย ที่แห้งแล้ง ร้อนจนเหมือนจะแผดเผา ต้นไม้ใบร่วง หงิกงอ เหลือแต่กิ่งก้าน ประหนึ่งว่าการงอกงามจะทำให้มันต้องเจ็บปวด น้ำเลี้ยงของไม้นี้ให้กลิ่นทรงเอกลักษณ์อย่างสูง เป็นกลิ่นของยามวิกาล
FLEURS D’ORANGER
ต้นส้มขึ้นในสวนของผม และผมฝันถึงการสร้างสรรค์กลิ่นหอมที่ให้ความรู้สึกสนุกสนาน และร่าเริง เมื่อใดก็ตามที่ผมใช้น้ำหอมกลิ่นนี้ เดินไปบนถนนสายต่างๆ ในมาร์ราเคช มันจะก่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ อีกทั้งยังมีสรรพคุณในการปลอบโยนเป็นอย่างดี นี่คือกลิ่นแห่งความสุขสดชื่น!
UN BOIS SEPIA
ผมจินตนาการว่า ไม้ต้นเตี้ยที่ขึ้นอยู่ภายใต้ร่มต้นไม้ใหญ่ให้กลิ่นเหมือนใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วง เป็นกลิ่นในตระกุลกลิ่น chypre ที่ให้ความรู้สึกหอมหวานโอบล้อม เป็นน้ำหอมรุ่นบุกเบิกของน้ำหอมตระกูลนี้อย่างแท้จริง
IRIS SILVER MIST
น้ำหอมกลิ่นนี้ ส่วนหนึ่งได้รับแรงบันดาลใจมากจากรูปปั้นของซิโมเน็ตต้า เวสปุชชี่ (Simonetta Vespucci) หญิงงามแห่งแผ่นดินฟลอเรนซ์ ผู้ที่ใครๆ ก็หลงรัก แต่เธอกลับชื่นชอบกลุ่มศิลปินของพี่น้องสกุลเมดิซี (Medici ตระกูลนักปกครองชั้นสูงผู้มีบทบาททางการเมือง และการเงินของอิตาลี) ด้วยการไปเป็นนางแบบสุดโปรดของพวกจิตรกรยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (renaissance ในอิตาลีศตวรรษที่ 14) และเสียชีวิตลงก่อนกาลอันควรอย่างน่าเศร้าในวัยเพียง 23 ปีด้วยวัณโรค เธอใช้น้ำหอมกลิ่นไอริส ผมไม่รู้จักกลิ่นหอมของพืชชนิดนี้ แต่ก็ลงมือทำในสิ่งซึ่งผมอ่านพบ ผมชอบแนวคิดของการทำน้ำหอม Isris butter เป็นหนึ่งในส่วนผสมที่ทรงค่า ราคาสูงที่สุดของสุคนธกรรม
ROSE DE NUIT
นี่เป็นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบกลิ่นแรกของผม เริ่มต้นทำจากกุหลาบตุรกี ซึ่งผมต้องการให้มีกลิ่นสดชื่น เจิดจรัส และเพริศพราย กลิ่นนี้ประสบความสำเร็จโดยแท้
LE CEDRE – LES EAUX BOISEES
Feminite du Bois เป็นน้ำหอมกลิ่นแรกของผม ได้รับแรงบันดาลใจมาจากไม้ซีดาร์ ที่ผมเจอในร้านช่างฝีมือแห่งหนึ่งในโมร็อคโคเมื่อปีค.ศ. 1968 ซึ่งผมเก็บรักษาไว้อย่างดีในกล่องใบหนึ่ง ประหนึ่งอยากจะจองจำกลิ่นหอมนี้ไว้ กลิ่นหอมนี้พรรณนาได้ว่าเป็นกลิ่นไม้หอมหวาน
น้ำหอมในชุด Eaux Boisees ทั้งสี่กลิ่นซึ่งผมได้ดำเนินการร้อยเรียงประสานแนวกลิ่นต่อไปนั้น เป็นเสียงสะท้อนของวัตถุธาตุเดียวกัน ทว่าทวีความเข้มข้นให้แก่กลิ่นต่างๆ ด้วยวิธีที่แตกต่างกันไป น้ำหอมแต่ละกลิ่นมีความหอมเฉพาะตัว อย่างเช่นกลิ่น Bois Oriental จะมีความเผ็ดร้อนที่สุด Bois de Violette ให้กลิ่นที่เปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะแวดล้อมได้ง่ายที่สุด Bois et Fruits จะเหมือนลูกกวาดมากที่สุด ส่วน Bois et Musc จะมีกลิ่นเป็นมัสค์มากที่สุด…


